ตกแต่งภายในบ้าน

 

โดย พ.อ.หญิงสมานันท์   ไศละสูต

 

                มีผู้กล่าวว่า บ้านที่ปลูกสร้างขึ้นมาไม่มีการตกแต่งภายใน ก็เหมือนกับผู้หญิงที่แต่งหน้าแต่ไม่ได้ทาปาก ซึ่งดูเหมือนกับขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป การตกแต่งภายในจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การปลูกบ้านสักหลังพร้อมการตกแต่งภายในได้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการสร้างบ้านในฝันได้อย่างลงตัวที่สุด

                แต่ขั้นตอนและวิธีการในการตกแต่งภายในอาจทำให้ท่านผู้อยากมีบ้านคิดหนัก เพราะการตกแต่งภายในเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต้องใส่ทั้งความสวยงาม ประโยชน์ใช้สอยและความลงตัวเข้าด้วยกัน

            การตกแต่งภายในที่ดีที่สุดนั้น คงไม่มีใครบอกได้ว่าอยู่ที่จุดไหน เพราะการตกแต่งภายในนั้นต้องแบ่งแต่ละห้อง แต่ละสภาพและความชอบของแต่ละบุคคล เพียงแต่การตกแต่งภายในที่นิยมปฏิบัติโดยทั่ว ๆ ไป ควรมีพื้นฐานดังนี้

 

ขั้นตอนในการออกแบบ

                การวิเคราะห์พื้นที่

                ศึกษาการจัดวางพื้นที่ ตัวบ้านและที่ว่าง ทางเข้าออก ทิศทางดูว่าทิศทางลมและแสงแดด จะผ่านเข้ามาทางด้านไหน เช่น กระแสลมจะมาจากทิศใต้ ดูทิศทางของสิ่งรบกวน เช่น เสียง และฝุ่นจากถนน จากอาคารข้างเคียงว่าจะเข้ามาในทิศทางใด เป็นต้น

                กำหนด CONCEPT ในการออกแบบ

                กำหนดความต้องการได้สวนที่มีลักษณะแบบไหน เช่น สวนที่มีไม้ใหญ่ ดูร่มรื่น สวนไม้ดอก สวนแบบญี่ปุ่น สวนจีน สวนยุโรป ฯลฯ ซึ่งหัวใจของการจัดสวนในแบบต่าง ๆ จะเป็นการจำลองธรรมชาติให้อยู่ในพื้นที่จำกัดเน้นความเขียวชอุ่ม ให้ความรู้สึกเยือกเย็น กล่อมเกลาจิตใจธรรมชาติ

                กำหนด ZONING และการวางผัง

                ตามความต้องการพื้นที่ใช้สอย เช่น กำหนดแนวไม้พุ่มเพื่อป้องกันฝุ่นจากถนนกำหนดพื้นที่ปลูกต้นไม้บังแดดทางทิศตะวันตก กำหนดทางเข้าออก ส่วนที่เป็น HARD SCAPE เพื่อใช้สอยต่าง ๆ กำหนดจุดที่จะเป็น HIGH LIGHT ของบริเวณซึ่งจะเป็นบริเวณที่เด่นที่สุด เช่น จุดที่มองได้อย่างชัดเจนจากทางเข้าและสามารถมองออกมาจากตัวบ้านได้ ซึ่งในส่วนนี้อาจออกแบบให้เป็นน้ำพุ, น้ำตก หรืออาจจะจัดวางประติมากรรมหรือพันธุ์ไม้ที่มีความสวยงามเป็นพิเศษตามแต่ CONCEPT ที่วางไว้

                การจัดทำรายละเอียดต่าง ๆ

                ได้แก่ การออกแบบในส่วนต่าง ๆ ตามผังที่กำหนดไว้ กำหนดวัสดุและพันธุ์ไม้ที่จะนำมาใช้ออกแบบส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น ศาลา ซุ้มประตู ฯลฯ

 

ข้อควรรู้ในการตกแต่งภายใน

                สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการตกแต่งภายในโดยรวมคือ

                สถานที่ตั้งของตัวบ้าน, วัสดุจะนำมาใช้ตกแต่ง, ประโยชน์ใช้สอยในแต่ละห้อง, ความสวยงาม, งบประมาณของผู้เป็นเจ้าของ, ความเหมาะสมกับกาลสมัย, เพศและวัยของผู้ใช้ และสุดท้ายคืออุดมการณ์ของผู้ออกแบบหรือผู้ว่าจ้าง

 

สิ่งที่ใช้ในการตกแต่งภายใน

                ลักษณะของงานที่ใช้ตกแต่ง สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ คือ

เครื่องเรือน                            โดยการใช้วัสดุหลายอย่างประกอบเป็นรูปแบบ ทั้งนี้ต้องเน้นถึงประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามเป็นหลัก ได้แก่ โต๊ะ, เก้าอี้, ตู้ต่าง ๆ, ชั้นวางของ, เตียงนอน, โคมไฟ, ดวงไฟ ฯลฯ

สิ่งประดับ                              เช่น  วอลล์เปเปอร์ (กระดาษติดผนัง), ภาพตกแต่ง, รูปปั้น, รูปแกะสลัก, โบราณวัตถุ, ศิลปวัตถุ ฯลฯ

สิ่งสร้างความบันเทิง             เช่น โทรทัศน์, วีดีโอ, เครื่องเสียง ฯลฯ

ไม้ประดับต่าง ๆ                 เพื่อความสดชื่นและร่มรื่นเย็นสบาย

 

ข้อควรคำนึง

เกี่ยวกับการออกแบบสิ่งที่ใช้ตกแต่ง

ต้องรู้จุดมุ่งหมายของสิ่งที่จะนำไปใช้ว่าสิ่งที่จะนำไปวางหรือนำไปใช้นั้นมีจุดมุ่งหมายอย่างไร วัสดุที่

นำมาตกแต่งต้องมีความสัมพันธ์กันทั้งห้อง รวมทั้งแสงสว่าง เช่น การจัดวางชุดโฮมเธียเตอร์ ต้องจัดวางให้ลงตัวในห้องพักผ่อน หรือห้องนอนที่ใช้ผ่อนคลายหรือใช้พักผ่อน

                ต้องใช้วัสดุที่จะตกแต่งให้เหมาะสมกับสภาพและทราบวิธีการที่จะนำวัสดุนั้น ๆ ไปใช้

                รู้รูปร่างของโครงสร้างที่จะใช้ในการตกแต่งเพื่อช่วยให้สามารถคาดการณ์หรือวางขนาดของวัสดุที่จะใช้ในการตกแต่งได้อย่างลงตัว

                ต้องจัดวางวัสดุที่จะตกแต่งให้มีความสะดวกสบายเกี่ยวกับทางเข้า – ออก     การทำความสะอาดและ

การจัดเก็บ

                วัสดุที่ใช้ตกแต่งไม่จำเป็นต้องเป็นวัสดุที่มีค่ามาก หากรู้จักการจัดให้เกิดความน่าดูมีความสวยงามดูแล้วสบายตาให้ความสุขทั้งกายและจิตใจ สามารถให้ประโยชน์ใช้สอยอย่างคุ้มค่า

 

การจัดวางเฟอร์นิเจอร์

                ปัญหาต่อมาสำหรับการตกแต่งภายใน คือ จะจัดวางเฟอร์นิเจอร์อย่างไร จึงจะเหมาะสมสวยงามลงตัว ซึ่งหลักการทั่วไปในการพิจารณาจัดวางเฟอร์นิเจอร์ในการตกแต่งภายใน มีจุดมุ่งหมายง่าย ๆ ดังนี้

                สัดส่วนและขนาดของเฟอร์นิเจอร์ ต้องจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้มีความสัมพันธ์ระหว่างขนาดและสัดส่วนของเฟอร์นิเจอร์กับเฟอร์นิเจอร์ด้วยกันเองและความสัมพันธ์ระหว่างเฟอร์นิเจอร์กับห้องที่ใช้จัดวาง

                ต้องมีความเป็นเอกภาพ คือ การรวมตัวกันของเฟอร์นิเจอร์แต่ละกลุ่ม ทั้งในด้านความรู้สึกและในด้านความเป็นจริง เช่น เฟอร์นิเจอร์ ชุดรับแขก ชุดรับประทานอาหาร ชุดนั่งเล่น ฯลฯ ถึงแม้เฟอร์นิเจอร์ทุกกลุ่มจะถูกจัดให้รวมอยู่ในห้องโล่งที่เปิดถึงกันตลอด แต่เฟอร์นิเจอร์ทุกชุดจะต้องถูกจัดวางให้ไม่ดูปนเปสับสนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกแบบของเฟอร์นิเจอร์ที่สัมพันธ์กันในแต่ละชุด และการใช้สีสันตลอดจนการใช้เครื่องตกแต่ง เช่น ใช้พรมรองในบริเวณห้องรับแขก หรือใช้ไฟช่อให้แสงสว่างเน้นในบริเวณโต๊ะอาหารซึ่งจะช่วยให้เฟอร์นิเจอร์ชุดรับแขก และชุดรับประทานอาหารดูเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น

 

ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการใช้สอย

                เป็นการดีมากถ้าเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นสามารถที่จะใช้งานได้หลายหน้าที่ หรือหลายตำแหน่ง เช่น ตู้เล็ก ๆ ในห้องนอนใหญ่ สามารถนำไปใช้ในห้องนอนเด็กได้ เมื่อมีตู้ใบใหญ่มาใช้ในห้องนั้นแทน หรือเก้าอี้หวายในห้องนั่งเล่น สามารถนำไปใช้นั่งเล่นที่ระเบียงบ้านได้ด้วย

                ลักษณะผิวของวัสดุ ลักษณะผิวพื้นของวัสดุที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และใช้ในการตกแต่งมีหลายแบบ เช่น ผิวหยาบ  ผิวมัน  ผิวด้าน  ผิวกึ่งด้านกึ่งมัน  ผิวอ่อนนุ่ม  ฯลฯ  ต้องพยายามให้ลักษณะดังกล่าวของวัสดุที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์สัมพันธ์และสมดุลกัน

 

ความสมดุล

                ต้องคำนึงถึงความสมดุลในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้อง โดยการจัดวางให้เฟอร์นิเจอร์เป็นกลุ่ม ก่อนแบ่งกระจายเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่และไม่จัดเฟอร์นิเจอร์ให้รวมกันอยู่ทางด้านใดด้านหนึ่งของห้อง โดยปล่อยให้อีกด้านหนึ่งว่างเปล่าอย่างไม่มีเหตุผล

 

การจัดระบบสัญจร

                ทางเดินภายในแต่ละห้อง ทางเดินจากประตูหนึ่งไปยังอีกประตูหนึ่ง จะต้องสะดวกและกว้างขวางเพียงพอ ต้องไม่มีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์กีดขวางในเส้นทางที่ใช้สัญจร

                จากหลักการข้างต้น สามารถแจกแจงเป็นรายละเอียดในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละพื้นที่ได้ดังนี้

                สภาพโดยทั่ว ๆ ไปของห้องทุกห้อง จะทำหน้าที่เป็นตัวบังคับจำนวนในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ในตัวเองอยู่แล้ว เช่น ห้องนอนจะต้องประกอบด้วย เตียงนอน  ตู้เสื้อผ้า  โต๊ะแต่งตัว  โต๊ะทำงาน  โต๊ะวางโทรทัศน์ การจัดวางจึงถูกกำหนดให้ตู้เสื้อผ้าต้องวางชิดผนังด้านทึบ ส่วนเตียงนอนนิยมจัดวางด้านหัวนอนไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือตามความเชื่อ โต๊ะวางโทรทัศน์จัดวางไว้ปลายเตียงเพื่อความสะดวกในการใช้งาน โต๊ะแต่งตัวและโต๊ะทำงานจัดวางอยู่ในพื้นที่ซึ่งเหลืออยู่

                แต่ในบ้านขนาดกลางส่วนใหญ่ทั่ว ๆ ไป ห้องโถงขึ้นลง มักเปิดโล่งตลอดและถูกใช้งานหลายหน้าที่ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ใช้เป็นที่รับแขก ใช้พักผ่อน  ใช้เป็นที่รับประทานอาหาร หรือแม้แต่ใช้นั่งทำงาน ห้องนี้จึงเป็นห้องที่ใช้งานมากที่สุด

                อีกประการหนึ่ง คือ ห้องนี้จะเป็นห้องที่บุคคลภายนอกหรือผู้มาเยี่ยมเยียน  สามารถมองเห็นก่อนห้องอื่น ๆ ความสวยงามและความเหมาะสมจึงนับว่าเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก นอกจากประโยชน์ใช้สอย

                ดังนั้น  ห้องโถงชั้นล่างของตัวบ้าน จึงเป็นห้องที่ค่อนข้างจะสร้างความยุ่งยากในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์พอสมควร ก่อนการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ควรที่จะมีการวางแผนงานสำหรับห้องนี้อย่างรัดกุมเสียก่อน

                อีกทั้งห้องนั่งเล่นนี้ถือว่าเป็นอาจารย์สำหรับการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ในห้อง ทำให้หลักการของการจัดวางเครื่องเรือนในห้องนั่งเล่นนี้จึงสามารถนำไปใช้กับห้องอื่น ๆ ได้ด้วย

                ในขั้นแรกจะต้องพิจารณาถึงระบบการสัญจรภายในห้องก่อนนั่นคือ ทางเดินจากประตูทางเข้าผ่านเข้ามาในห้องทะลุไปยังอีกประตูหนึ่งและช่องทางเดินรอบ ๆ เฟอร์นิเจอร์จะต้องมีมากพอที่จะสัญจรไปมาได้โดยสะดวกพอสมควร

                ทางเดินที่มีความกว้างประมาณ ๙๐ ซม. จะเป็นช่องทางเดินที่มีขนาดกำลังพอดี ช่องว่างระหว่างโต๊ะกลางกับเก้าอี้รับแขก ควรเป็นระยะประมาณ ๔๕ ซม. อันเป็นระยะที่สามารถเดินผ่านเข้ามายังเก้าอี้รับแขกได้สะดวก  อีกทั้งแขกสามารถเอื้อมมือมาหยิบแก้วน้ำหรือหยิบอาหาร ตลอดจนเขี่ยบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่ได้สะดวกอีกด้วย

            สำหรับด้านหลังพนักพิงของเก้าอี้รับประทานอาหารนั้น ควรมีที่ว่างประมาณ ๗๕ – ๙๐ ซม. เพื่อสะดวกในการเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งและเพื่อความสะดวกในการเดินรอบโต๊ะอาหาร

                เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ ในห้อง เช่น โซฟา  ตู้โชว์  เปียโน  ฯลฯ  ควรจัดวางให้ลงในตำแหน่งที่เหมาะสมเสียก่อน เพื่อที่จะใช้เป็นหลักในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็ก ๆ ต่อไป และไม่ควรจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ รวมกันอยู่เป็นกลุ่ม แต่ควรจัดวางให้กระจายกันออกไป ตามการใช้สอย  ทั้งนี้ เพื่อผลในด้านความสมดุล

                ส่วนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็ก ๆ เช่น  สตูล  โต๊ะกลาง  โต๊ะข้าง  เบาะรองนั่ง  ฯลฯ สามารถจัดวางเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อต้องการรับแขกที่มีจำนวนมาก หรือเมื่อจัดงานเลี้ยงที่บ้าน เช่น อาจจัดโต๊ะกลางกับโต๊ะข้างไว้รวมกันเพื่อวางอาหารหรือยกไปวางแอบชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อเพิ่มเนื้อที่กลางห้องก็ได้

                แต่อย่างไรก็ตามในสภาพปกติควรคำนึงถึงด้วยว่าแขกที่นั่งบนเก้าอี้ทุกตัวควรที่จะสามารถเอื้อมมือถึงสิ่งของที่อยู่บนโต๊ะข้าง หรือโต๊ะกลางได้

                สำหรับโต๊ะทำงานเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งในห้องนี้ ถ้ามีเนื้อที่เพียงพอควรจะจัดวางโต๊ะทำงานไว้ด้วย โต๊ะทำงานตัวนี้ในเวลาที่ไม่ได้ใช้งานอาจใช้เป็นที่วางโชว์ของหรือใช้เป็นที่พักอาหารขณะนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะได้ด้วย

                นอกจากนั้นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ทางรอบนอกหรือเฟอร์นิเจอร์ที่วางชิดผนัง เช่น โต๊ะคอนโซล และกระจกเงา ตู้หนังสือและตู้เก็บของก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาต่อไป

                การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สวยงามนั้น ควรอาศัยลักษณะทางสถาปัตยกรรมของตัวบ้านและลักษณะการตกแต่งห้องเป็นส่วนประกอบด้วย เช่น ตั้งวางเฟอร์นิเจอร์ชุดรับแขก โดยให้โซฟาอยู่ด้านหน้าของหน้าต่างที่ตกแต่งเป็นพิเศษ เช่น หน้าต่างที่ทำเป็นเวิ้งออกไป หน้าต่างที่ติดตั้งม่านจีบระย้า หรือตั้งไว้กลางผนังห้องด้านที่กรุตกแต่งด้วยไม้ ลักษณะเช่นนี้จะช่วยเน้นความสำคัญของโซฟา และเฟอร์นิเจอร์ชุดรับแขกให้เด่นขึ้น

                ทั้งนี้การตกแต่งดังกล่าวยังมีส่วนช่วยให้เฟอร์นิเจอร์ชุดรับแขก ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปมีความสูงไม่มากนัก ดูมีสัดส่วนสัมพันธ์กับความสูงของห้องขึ้นด้วย เช่นเดียวกับกระถางต้นไม้ ประติมากรรมที่มีความสูงหรือโคมไฟตั้งพื้น เมื่อนำไปใช้ประกอบกับเฟอร์นิเจอร์ที่มีความสูงไม่มาก จะมีส่วนทำให้เครื่องเรือนเหล่านั้นดูสูงขึ้นอีกด้วย

                จะเห็นได้ว่า หลักการสำคัญประการหนึ่งในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ คือ ฉากหลัง ซึ่งมีความสำคัญพอ ๆ กับเฟอร์นิเจอร์ เพราะฉากหลังคือลักษณะทางสถาปัตยกรรมของบ้านและการตกแต่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ประตู หน้าต่าง ผนังห้อง พื้น เพดาน ฯลฯ

                เฟอร์นิเจอร์ที่ดีที่สุด สวยที่สุดอาจกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่แย่ที่สุด ถ้าหากฉากหลังมีข้อบกพร่อง เช่น มีสีตัดกันมากเกินไปหรือตกแต่งไม่สัมพันธ์กับเฟอร์นิเจอร์ ห้องบางห้องอาจดูเหมือนกับว่าเฟอร์นิเจอร์ในห้องได้ถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมดเพียงแต่เจ้าของห้องดัดแปลงฉากหลังของห้องเท่านั้น ฉากหลังจึงนับว่ามีความสำคัญและสามารถช่วยในการตกแต่งภายในได้อย่างดี

                อย่างไรก็ดี การออกแบบตกแต่งภายในบ้านเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือเป็นความสามารถเฉพาะในวิชาชีพ การที่จะจัดวางหรือตกแต่งภายใน ควรที่จะให้มัณฑนากรผู้รู้หรือบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในจัดการให้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

                การสร้างบ้านควรที่จะมีตกแต่งภายในไปพร้อมกันด้วย เพื่อเป็นความลงตัวในการออกแบบก่อสร้างการวางสายภายในระหว่างก่อสร้าง หากผู้รับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายในเป็นผู้เดียวกัน การประสานงานในส่วนนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้งานเสร็จได้รวดเร็วขึ้นอีกทั้งการก่อสร้างบ้านและตกแต่งภายในไปพร้อมกัน ยังสามารถช่วยประหยัดงบประมาณในการสร้างบ้านให้น้อยลงอีกด้วย

                ทั้งนี้เพราะค่าใช้จ่ายในการตกแต่งบ้านภายหลังจากที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านจะต้องใช้เงินมากกว่า เพราะนอกจากการจัดหาเฟอร์นิเจอร์และค่าคนงานแล้ว เจ้าของบ้านยังต้องจ่ายเพิ่มในกรณีที่การตกแต่งไม่ลงตัวต้องรื้อส่วนโน้น แก้ส่วนนี้เดินสายไฟ สายโทรศัพท์ใหม่ บางทีก็ต้องเปลี่ยนท่อน้ำใหม่สุดแต่ว่าปัญหาคืออะไร เป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สู้เสียเงินหนเดียวตั้งแต่เริ่มก่อสร้างไม่ได้

                ข้อสำคัญ การออกแบบตกแต่งภายใน เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องใช้หลักวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ที่เรียนรู้แตกฉานและสร้างสมประสบการณ์ย่อมสร้างสรรค์งานออกมาได้อย่างงดงาม

                เพื่อบ้านที่รักอันเป็นที่พักอาศัยของท่านจะยิ่งเพิ่มความงดงามและเสริมสร้างประโยชน์ใช้สอยสมกับ

คำว่า “วิมาน” อย่างแท้จริง